จุดมุ่งหมายของนักเรียนในระดับมัธยมปลาย คือ การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (Higher Education) เป้าหมายในอันดับแรกส่วนใหญ่คือ มหาวิทยาลัยของรัฐ ที่จำกัดจำนวนรับ ดังนั้นการคัดเลือกนักเรียนเพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ควรจะมีวิธีการคัดเลือกอย่างไร? อดีต ปัจจุบัน : ระบบการคัดเลือกด้วยการสอบ ระบบการคัดเลือกด้วยการสอบ(Entrance Examination) เป็นวิธีการคัดเลือกที่เน้นวัดหรือประเมินเนื้อหา (Content) ที่นักเรียนรู้ เป็นแนวคิดที่เรียกว่า Content Based Approach ข้อเสียคือไม่สามารถจะวัดความพร้อม(Readiness) ด้านอื่น ๆ ของนักเรียน อันได้แก่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Thinking Ability), ความสนใจที่จะเรียนในสาขาอะไร (Area of Interest), ความสามารถในการเขียน (Writing Ability), กิจกรรมทางด้านสังคม (Social Activity) โดยเฉพาะในสาขาที่ตนอยากเรียน, และวิสัยทัศน์ (Vision) ของนักเรียน, คุณธรรม (Morality) ของนักเรียน ฯลฯ ผลเสียที่ตามมาอีก คือนักเรียนและผู้ปกครองจะให้ความสำคัญต่อการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่าการเรียน ในโรงเรียน เพราะฉะนั้น นักเรียนก็จะมุ่งเรียนกวดวิชาเพื่อการสอบคัดเลือกมากขึ้น โดยที่ การเรียนการสอนในโรงเรียนภาคปกติ และโรงเรียนกวดวิชาจะเน้นการสอนเนื้อหามากกว่าการให้ความสำคัญเรื่องการคิดวิเคราะห์, การทดลองหรือการทำโครงงาน (Project Based Approach), การทำกิจกรรม, การรู้จักร่วมมือในการทำงาน, การตรงต่อเวลา, คุณธรรม ฯลฯ. อนาคต : ระบบแอดมิชชั่น (เริ่มปีการศึกษา 2549) ระบบใหม่ที่จะเริ่มใช้ใน ปีการศึกษา 2549 เรียกชื่อใหม่ว่า ระบบ แอดมิชชั่น (Admission) แต่ในทางปฏิบัติใช้วิธีคัดเลือกโดยการสอบ ซึ่ง เป็นแนวคิด (Content Based Approach) เดิม กล่าวคือ ใช้คะแนนสอบ 3 ด้าน ด้วยกัน ได้แก่ 1. GPA 5% , PR 5%, 2. NT 20% - 40% (แล้วแต่สาขาวิชา), และ 3. สอบข้อสอบของมหาวิทยาลัยอีก 50% - 70% (แล้วแต่สาขาวิชา) ผลเสียที่จะเกิดขึ้น คือ นักเรียนและผู้ปกครองจะเครียดเหมือนเดิม จากระบบแอดมิชชั่น ที่เน้นกับการสอบมากขึ้น ได้แก่ การสอบของโรงเรียน (GPA , PR), การสอบ NT, และการสอบข้อสอบมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น จะ เห็นการกวดวิชารูปแบบใหม่ คือการกวดวิชาเพื่อสอบ NT อีกทั้งการกวดวิชาในวิชาอื่น ๆเพื่อสอบข้อสอบมหาวิทยาลัยจะมีความเข้มข้นมากขึ้น หรือ ต้องกวดวิชามากขึ้น นั่นเอง !! ดังนั้น การเรียนการสอนในโรงเรียนปกติและโรงเรียนกวดวิชาจะเน้น Content Based Approach เหมือนเดิม การเรียนการสอนตามแนวปฏิรูปการศึกษา จะไม่ได้รับความสนใจและไม่มีการปฏิรูปกันจริงในทางปฏิบัติ ได้แก่เรื่องความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Thinking Ability), ความสามารถในการเขียน (Writing Ability), การทดลอง, การทำโครงงาน (Project Based Approach) เพื่อให้เกิดประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริง, การทำกิจกรรม เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ , ความร่วมมือในการทำงาน, และการตรงต่อเวลา , คุณธรรม ฯลฯ เพราะไม่มีการวัดผลประเมินผลนักเรียนในเรื่องดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะในการคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย Admission ในต่างประเทศ : เขาทำกันอย่างไร ทั้งนี้ การสอบเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ นั้นโดยส่วนใหญ่ เขาจะดูที่ ผลการเรียนของนักเรียนในโรงเรียน (Academic Report) แต่ไม่มีการกำหนดว่าเป็นกี่ % (มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งพิจารณาเอง) โดยในแต่ละ โรงเรียนถูกจัดอันดับ (Rating) จากผลสอบ NT ของรัฐหรือของประเทศ ซึ่งจะมีหน่วยงานที่ประเมิน Accredition ให้กับโรงเรียน (ต้องเสียเงินจ้างมาประเมิน)และมีหน่วยแนะแนวการเรียนต่อมหาวิทยาลัยของโรงเรียน ทำหน้าที่แนะแนวนักเรียนและคอยติดต่อ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อให้โรงเรียนเป็นที่รู้จักและมหาวิทยาลัยมีหน่วยงานประชาสัมพันธ์ที่ติดต่อกับโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนรู้จักมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น เด็กที่เรียนดี หรือมีฐานะยากจน ทางมหาวิทยาลัยก็จะมีทุนการศึกษาให้ด้วย อีกส่วนหนึ่งคือ การดูผลการเรียนวิชา Advanced Placement (A.P.) A.P. เป็นวิชาในระดับปี 1 ของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในโรงเรียน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยากได้นักเรียนเก่ง ๆ ของโรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็จะทำเชิงรุกโดยไปเสนอ (Offer) วิชา A.P. ให้กับโรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย (ป้องกัน นักเรียนเก่ง ๆ ไปเข้าจุฬาฯ ธรรมศาสตร์กันหมด) นักเรียนต้องแสดงความสามารถในการเขียน (Writing Ability) กล่าวคือ ต้องเขียนเรียงความ ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ส่วนใหญ่จะเป็นเรียงความเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ คือ แนะนำตัว, ทำไมจึงอยากเรียนสาขานี้, ทำไมจึงอยากมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนี้, และ ความคิดเห็นอื่น ๆ (ที่คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อการสมัครนี้) นอกจากนี้ ยังดูด้านอื่นๆ ประกอบด้วย อาทิ ดูผลงานนักเรียนจากแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ในสาขาวิชาที่ต้องการจะเรียนต่อ ดูเรื่องกิจกรรมทางสังคม (Social Activity) โดยครูในโรงเรียนเป็นผู้รับรองกิจกรรมดังกล่าว ซึ่ง กิจกรรมควรมีความเกี่ยวข้องกับสาขาที่จะเลือกเรียน เช่นเคยเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เต่าทะเล เพื่อแสดงว่ามีความสนใจที่จะเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล(Marine Science) หรือเคยเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือเด็กยากจน เพื่อแสดงว่ามีความสนใจที่จะเรียนต่อทางด้านการศึกษา (Education) เป็นต้น ขั้นตอนสุดท้าย มีการสัมภาษณ์ (Interview) เมื่อผลจากการประเมินด้านต่างๆ เป็นที่น่าพอใจ อาจเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือต้องไปสัมภาษณ์ด้วยตนเองโดยการนัดเวลา จุดสำคัญคือ มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการคัดเลือกเอง (เป็นการกระจายอำนาจ) มิใช่เป็นการ คัดเลือกจากส่วนกลาง ในการคิดว่าระบบ Admission ในอนาคตที่ดีควรจะเป็นอย่างไรนับว่าเป็นเรื่องที่ยากและคงต้องมองว่าต่างประเทศเขาทำกันอย่างไร แต่การลงมือทำระบบ Admission ในอนาคตที่ดีให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก เพราะมีเรื่องที่จะต้องวางราก(Root) และวางฐาน (Base) ที่สำคัญหลายเรื่องตัวอย่างเช่น ต้องมีหน่วยงานที่จัดอันดับ(Rating)โรงเรียน รวมทั้งหน่วยงานที่จัดความน่าเชื่อถือ(Accredition) ให้กับโรงเรียน (ซึ่งโรงเรียนต้องเสียเงินจ้าง) การจัดอันดับและความเชื่อถือจะประเมินจาก เช่น จำนวนศิษย์เก่าที่เรียนต่อในมหาวิทยาลัย (ที่มีชื่อเสียง ), ผลการสอบ NT , SAT ของนักเรียน (ซึ่งใช้ประเมินโรงเรียนไม่ใช่ประเมินนักเรียน), และจำนวนครูต่อนักเรียน ฯลฯ ทำอย่างไรให้นักเรียนเป็นฝ่ายเลือกโรงเรียนด้วย(ซึ่งตรงข้ามกับทุกวันนี้ที่โรงเรียนเป็นฝ่ายเลือก นักเรียนเพราะโรงเรียนจำกัดจำนวนรับ), นักเรียนต้องแย่งกันเข้าเพราะสาเหตุส่วนหนึ่งคื ค่าเล่าเรียนถูกกว่าโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้ ต้องมีหน่วยงานที่จัดอันดับ(Rating)และจัดความน่าเชื่อถือ(Accredition)มหาวิทยาลัย โดยประเมินในหลายๆ ด้าน อาทิ ศิษย์เก่าที่จบไปแล้วประสบความสำเร็จ, จำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษา ฯลฯ ทำอย่างไรให้นักเรียนเป็นฝ่ายเลือกมหาวิทยาลัย (สมัครไปหลายแห่ง ทุกแห่งแย่งกันรับ) แต่ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยเป็นฝ่ายเลือกนักเรียนแต่ฝ่ายเดียว เพราะจำกัดจำนวนรับ โดยจะต้องมี องค์กรต่าง ๆ ที่ยินดีรับอาสาสมัครนักเรียนเพื่อมาทำกิจกรรมทางสังคมและออกใบรับรองให้ (พร้อมกับการรับรองจากโรงเรียนด้วย) มีหน่วยงานโดยเฉพาะที่ให้บริการนักเรียนเรื่องAdmission เช่น University and college Admission Service (UCAS) ของสหราชอาณาจักร (United Kingdom), หรือ ontario Universities Application Centre (OUAC) ของแคนาดา เป็นต้น ฯลฯ หยุดคิดก่อนว่าจุดมุ่งหมายของระบบ Admission คืออะไร
.หาวิธีการ , หางบประมาณ แล้ว ลงมือทำ
.มิฉะนั้นเราจะได้ยินแต่คำว่า ระบบAdmission ๆๆๆ
.โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร
.และทำไปทำไม
|